|
บทที่ 1
ร่างอันโดดเดี่ยวของหญิงสาวยืนอยู่ในเงามืด เธอเอนพิงผนังของบ้านเช่าโทรมๆหลังหนึ่ง ไหล่งุ้มเหมือนกับคนป่วย นัยน์ตาสีเขียวกระด้างของดีเร็ค คราเวนหรี่มองเธอขณะที่เขาเดินออกมาจากซอยหลังบ่อน ภาพเช่นนั้นไม่ใช่สิ่งแปลกบนถนนในลอนดอน โดยเฉพาะในย่านการพนันที่ความทุกข์ทรมานของมนุษย์มีให้เห็นหลากหลายรูปแบบ ที่แห่งนี้แม้จะอยู่ใกล้กับโบสถ์เซนต์เจมส์ที่งดงาม แต่ก็ต่างกันลิบลับ ตึกต่างๆแถวนี้ทรุดโทรม สกปรก เต็มไปด้วยขอทาน โสเภณี นักต้มตุ๋น และขโมย... คนพวกเดียวกับเขา
ที่แห่งนี้จะไม่พบผู้หญิงดีๆ โดยเฉพาะหลังพลบค่ำ แต่ถ้าเธอเป็นโสเภณี การแต่งกายของเธอก็ไม่บ่งบอกเลยสักนิดเดียว ด้านหน้าของเสื้อคลุมสีเทาแยกออกเผยให้เห็นชุดคอตั้งสีเข้ม ปอยผมที่โผล่พ้นออกมาจากผ้าคลุมศีรษะนั้นมองเห็นเป็นสีน้ำตาลเข้ม บางทีเธออาจจะรอสามีที่ไปเที่ยวอยู่ หรือไม่เธอก็เป็นพนักงานขายของตามร้านที่หลงทาง
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาลอบชำเลืองมองหญิงสาว แต่ก็เดินผ่านไปโดยไม่ชะลอฝีเท้า ถ้าเธอยังอยู่ที่นี่นานกว่านี้ อาจจะถูกข่มขืนหรือปล้นอย่างไม่ต้องสงสัย อาจจะถึงขั้นโดนทุบตีทำร้ายและถูกทิ้งให้ตายอยู่ตรงนี้ ถ้าเป็นสุภาพบุรุษทั่วไปก็คงเดินเข้าไปหาหญิงสาว ถามทุกข์สุขและแสดงความเป็นห่วงในความปลอดภัยของเธอ
แต่เขาไม่ใช่สุภาพบุรุษ ดีเร็คหันกลับ และก้าวไปตามทางเดิน เขาเกิดในท่อระบายน้ำและโตมาข้างถนน ถูกเลี้ยงดูมาโดยพวกโสเภณี ชีวิตในวัยเด็กถูกสอนโดยพวกโจรทุกรูปแบบ เขาคุ้นเคยกับกลอุบายต่างๆที่ใช้ล่อเหยื่อที่ไม่ระวังตัว มันใช้เวลาไม่นานเลยที่จะปล้นผู้ชายสักคนและบีบคอเขา พวกผู้หญิงมักจะถูกใช้เป็นตัวล่อหรือคอยดูต้นทาง หรือแม้แต่เป็นฝ่ายลงมือทำร้าย มือนุ่มๆนั้นสามารถเป็นตัวทำลายได้เป็นอย่างดี เมื่อกำไปที่ตรงนั้นและออกแรงบีบสักปอนด์สองปอนด์
ดีเร็ครู้สึกถึงเสียงฝีเท้าตามมาข้างหลังอย่างช้าๆ เสียงนั้นทำให้เขาเย็นสันหลังวาบ เสียงฝีเท้าหนักๆของชายสองคน เขาลองเปลี่ยนจังหวะการเดิน พวกมันก็เปลี่ยนตามให้เข้ากับจังหวะของเขา มันตามเขามาแน่ๆ บางทีอาจถูกส่งมาโดยไอโว เจนเนอร์คู่แข่งของเขาเพื่อก่อความยุ่งยาก ดีเร็คสบถออกมาเบาๆและเลี้ยวตรงมุมถนน
อย่างที่เขาคาดไว้ พวกมันปราดเข้ามาทันที เขาหมุนตัวกลับไปอย่างรวดเร็วพร้อมกำหมัดเตรียมต่อสู้ เป็นสัญชาตญาณที่ได้จากประสบการณ์นานหลายปี เขาทิ้งน้ำหนักตัวไปที่ขาข้างหนึ่งและสะบัดขาอีกข้างเข้าที่ท้องของพวกมันคนหนึ่ง มันส่งเสียงออกมาเบาๆอย่างประหลาดใจและเซไปข้างหลัง ดีเร็คหันไปหาอีกคนหนึ่งและพุ่งเข้าใส่ แต่ช้าเกินไป เขารู้สึกถึงของแข็งที่ฟาดลงมาตรงหลังและที่ศีรษะ เขาล้มลงสู่พื้นอย่างงงงวย พวกมันก้าวเข้ามาหาร่างอันเจ็บปวดของเขา
“จัดการเร็วๆเข้า” พวกมันคนหนึ่งพูด เสียงอู้อี้อยู่ในลำคอ ดีเร็ครู้สึกว่าศีรษะของเขาถูกกระชากไปข้างหลัง เขาดิ้นรนและเหวี่ยงหมัดออกไป แต่แขนเขากลับถูกยึดไว้กับพื้น มันกรีดเข้าที่หน้าของเขา หูสองข้างอื้ออึง น้ำอย่างหนึ่งไหลเข้าตาและปากเขา มันคือเลือดนั่นเอง เขาครางออกมา ลำตัวบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด มันเกิดขึ้นเร็วเกินไป เขาหยุดพวกมันไม่ได้ เขาเคยนึกกลัวความตายมาตลอด และอย่างไรไม่ทราบได้เขารู้สึกว่ามันจะต้องจบลงอย่างนี้ ไม่ใช่อย่างสงบ แต่จบลงด้วยความเจ็บปวด รุนแรง และเลวร้าย
ซาร่าหยุดพักเพื่ออ่านข้อมูลที่เธอรวบรวมมาได้จนถึงตอนนี้ เธอมองผ่านแว่นสายตา พยายามนึกหาความหมายของคำต่างๆที่เธอได้ยินในคืนนี้ ภาษาที่ได้ยินตามถนนเหล่านี้เปลี่ยนไปทุกปี ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจมาก หญิงสาวเอนกายพิงผนังเพื่อความเป็นส่วนตัว เธออ่านสิ่งที่จดไว้และใช้ดินสอแก้ไขในบางจุด พวกนักเล่นการพนันใช้คำว่า ‘ แบน’ แทนการเล่นไพ่ และเตือนกันเองให้ระวังพวก ‘ เครื่องรีด’ ซึ่งก็คงจะหมายถึงตำรวจ มีอย่างหนึ่งซึ่งเธอยังคิดไม่ออกก็คือ ความแตกต่างระหว่าง ‘ นักต้ม’ กับ ‘ นักกวาด’ สองคำนี่ใช้แทนพวกโจรตามถนน เธอจะต้องหาความหมายให้ได้ มันจำเป็นที่เธอจะต้องรู้ความหมายที่ถูกต้อง นิยายสองเรื่องแรกของเธอ ‘ มาธิลดา’ และ ‘ เดอะ เบกเกอร์’ ได้รับคำชื่นชมในรายละเอียดที่เธอเขียนอย่างตั้งใจ สำหรับเล่มที่สามที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อเรื่องนี้ เธอไม่อยากให้โดนวิจารณ์ว่าไม่มีความถูกต้องในรายละเอียด
เธอสงสัยว่าพวกนักพนันที่เดินเข้าเดินออกบ่อนนี้จะตอบคำถามเธอได้หรือไม่ แต่พวกนี้ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยน่าไปข้องเกี่ยวด้วยเท่าไร หนวดเคราก็ไม่ได้โกน เนื้อตัวก็สกปรก เธอไม่ควรจะเข้าไปถามไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม คงไม่มีใครอยากให้เธอไปรบกวนความสุขในยามค่ำคืนของพวกเขา แต่ถ้านึกๆดู เธอก็จำเป็นต้องถามเพื่อความสมบูรณ์ของหนังสือเธอ และซาร่าก็พึงระวังอยู่เสมอที่จะไม่ตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก
ทันใดนั้น เธอก็ได้ยินเสียงบางอย่างจากหัวมุมถนน เธอพยายามดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่ก็มืดเกินกว่าจะเห็นได้ เธอพับสมุดเล่มเล็กที่ทำจากแผ่นกระดาษซ้อนๆกันแล้วเย็บเป็นเล่มเก็บใส่กระเป๋าถัก ความอยากรู้อยากเห็นทำให้เธอเสี่ยงเดินเข้าไปใกล้ คำพูดหยาบคายที่เธอได้ยินทำให้แก้มเธอเป็นสีเข้มขึ้น ไม่มีใครพูดจาอย่างนี้ในกรีนวูดคอร์เนอรส์ ยกเว้นมิสเตอร์ดอว์สันตอนที่เขาเมาพั้นช์รสแรงในงานคริสต์มาสประจำปีของเมือง
มีร่างของคนสามคนต่อสู้กันอยู่ คนสองคนกำลังรุมทำร้ายคนที่สามที่นอนอยู่บนพื้น เธอได้ยินเสียงหมัดระรัวใส่ร่างผู้เคราะห์ร้ายนั้น ซาร่าขมวดคิ้วและกำกระเป๋าถักของเธอแน่นขณะยืนดูอย่างไม่ค่อยแน่ใจ หัวใจเธอเริ่มเต้นแรง เธอไม่ควรโง่โดยเอาตัวเข้าไปเกี่ยวข้อง เธอมาที่นี่เพื่อสังเกตการณ์ ไม่ใช่เพื่อมีส่วนร่วม แต่เสียงคนถูกทำร้ายที่ร้องครวญครางอย่างน่าสงสารทำให้เธอต้องลังเล...และทันใดนั้นแสงสะท้อนของมีดก็ทำให้เธอขนลุก
พวกมันกำลังจะฆ่าเขา
ซาร่าล้วงมือเข้าไปหยิบปืนพกในกระเป๋าถือโดยเร็ว เธอเอามันติดตัวมาด้วยเสมอเวลาออกมาเก็บข้อมูล เธอไม่เคยใช้กับใครมาก่อน แต่เธอเคยฝึกยิงเป้าในสนามชนบททางตะวันออกเฉียงใต้ของกรีนวูดคอร์เนอรส์ เธอดึงปืนออกมาและง้างนกสับอย่างลังเล
“หยุดนะ!” เธอเปล่งเสียงออกไป พยายามทำเสียงให้เข้มแข็งและมีอำนาจ “ฉันบอกให้หยุดเดี๋ยวนี้!”
พวกมันคนหนึ่งเหลียวกลับมามองเธอ อีกคนไม่ใส่ใจกับเสียงร้องของเธอ และเงื้อมีดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง พวกมันไม่สนใจคำขู่ของเธอเลยแม้แต่น้อย เธอกัดริมฝีปากและยกปืนขึ้นอย่างสั่นระริก เล็งไปที่คนซ้ายมือ เธอฆ่าใครไม่ได้หรอก ความผิดชอบชั่วดีทำให้เธอทำไม่ได้ แต่บางทีเสียงปืนคงทำให้พวกมันกลัว เธอจับปืนอย่างแน่วแน่ และลั่นกระสุนออกไป
เมื่อเสียงก้องของปืนเงียบลง เธอลืมตาขึ้นดู เธอยิงไปถูกพวกมันคนหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อทั้งๆที่ไม่ได้ตั้งใจ คุณพระช่วย กระสุนพุ่งเข้าที่ลำคอเขา! เข่าของเขาทรุดลงกับพื้น มือทั้งสองกุมบาดแผล แล้วร่างก็ล้มลงพร้อมกับทำเสียงขลุกขลักในลำคอ อีกคนหนึ่งตัวแข็งทื่อไม่ขยับเขยื้อน เธอเห็นหน้าเขาไม่ชัด
“ออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้” เธอได้ยินเสียงตัวเองพูด เสียงเธอสั่นเทิ้มไปด้วยความกลัวและตกใจ “ไม่อย่างนั้น...ไม่อย่างนั้นฉันก็จำเป็นต้องยิงแกอีกคน!”
ชายผู้นั้นวิ่งหายลับกลืนไปกับความมืดราวกับภูตผี เธอค่อยๆย่องไปยังร่างสองร่างบนพื้น ปากอ้าค้างด้วยความหวาดกลัว จนเธอต้องใช้มือที่ยังสั่นอยู่ปิดปากตัวเองไว้ เธอได้ฆ่าคนคนหนึ่งแล้ว เธอเขยิบอ้อมร่างนั้น และเข้าไปใกล้คนที่โดนทำร้าย
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเลือด มันไหลลงไปตามเส้นผมสีดำของเขาและไหลเปื้อนด้านหน้าของชุดกลางคืนที่เขาสวมอยู่ เธอเริ่มรู้สึกคลื่นไส้ขณะที่คิดว่าเธอช่วยชีวิตเขาช้าเกินไปหรือไม่ เธอค่อยๆ สอดปืนเข้าไปเก็บในกระเป๋าถือ รู้สึกหนาวและสะท้านไปทั้งร่าง ตลอดชีวิตยี่สิบห้าปีที่ผ่านมาของเธอ ไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเธอเลย เธอมองไปที่ร่างหนึ่งสลับกับอีกร่างหนึ่งอย่างไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ถ้ามีตำรวจเดินเท้าลาดตระเวนสักคนใกล้ๆนี้ก็จะดีไม่น้อย เธอรู้ตัวว่ากำลังรอให้มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ความรู้สึกผิดวาบเข้ามา พระเจ้าช่วย เธอจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรโดยที่รู้ว่าเธอได้ทำอะไรลงไป
เธอก้มลงไปดูร่างที่ถูกทำร้ายนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นและสงสาร เลือดที่ไหลเต็มหน้าทำให้เธอมองเห็นหน้าเขาได้ไม่ชัด แต่พอดูออกว่าเขายังอยู่ในวัยหนุ่มแน่น เสื้อผ้าของเขาได้รับการตัดเย็บอย่างประณีต เป็นเสื้อผ้าแบบที่พบได้ตามถนนบอนด์ ทันใดนั้น เธอเห็นอกเขาขยับ เธอกะพริบตาอย่างประหลาดใจ “คุณ...คุณคะ” เธอร้องเรียกและชะโงกตัวเหนือร่างนั้น
จู่ๆเขาก็ยันตัวขึ้นพรวด ทำให้เธอร้องออกมาอย่างตกใจ มือใหญ่ของเขายกขึ้นฉวยเสื้อท่อนบนของเธอ กำแน่นจนเธอขยับหนีไม่ได้ มืออีกข้างเลื่อนมาแตะที่หน้าของเธอ และวางลงบนแก้ม มือสั่นๆนั้นเปื้อนเลือด ทำให้แว่นตาของเธอพร่าเลือนไปด้วยเลือด หลังจากการพยายามลุกหนีด้วยความกลัวจนแทบสิ้นสตินั้นไม่เป็นผล ซาร่าจึงทรุดตัวลงไปใกล้ๆร่างนั้น
“ฉันยิงคนที่ทำร้ายคุณ” เธอบอกขณะที่พยายามดึงมือของเขาออกจากเสื้อ มือของเขากำแน่นปานเหล็ก “ฉันคิดว่าฉันช่วยชีวิตคุณไว้ ช่วยปล่อยมือคุณหน่อย กรุณาเถอะค่ะ”
เขานิ่งไปนานก่อนที่จะผละมือจากหน้าของเธออย่างช้าๆ มือนั้นเลื่อนลงมาตามแขนและลงมาจับที่ข้อมือ “พยุงผมลุกขึ้นหน่อย” เขาพูดห้วนๆ สำเนียงของเขาทำให้เธอแปลกใจ เธอคาดไม่ถึงว่าคนที่แต่งกายดีอย่างนี้จะพูดสำเนียงเยี่ยงคนชั้นต่ำได้
“ฉันว่าฉันไปหาคนมาช่วยดีกว่า--”
“ไม่ใช่ที่นี่” เขาพยายามพูดออกมา “นี่คุณโง่หรือเปล่า เราจะได้ถูกปล้นและถูกเชือดในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีน่ะสิ”
ซาร่านึกเคืองกับคำพูดกระด้างนั้น เธอนึกอยากจะบอกเขาว่าการรู้สึกขอบคุณสักเล็กน้อยก็คงไม่เสียหายอะไร แต่ตอนนี้เขาคงจะต้องเจ็บปวดมาก “คุณคะ” เธอพูดอย่างลังเล “หน้าคุณ...ถ้าคุณจะอนุญาตให้ฉันหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าของฉัน--”
“คุณน่ะรึที่เป็นคนยิงปืน”
“ค่ะ” เธอตอบพลางสอดมือเข้าไปในกระเป๋าถัก มือไปแตะโดนปืนแล้วก็พบผ้าเช็ดหน้า ก่อนที่เธอจะดึงมันออกมา เขาก็กุมข้อมือเธอแน่นเข้า “ให้ฉันช่วยคุณเถอะนะคะ” เธอพูดเบาๆ
เขาคลายมือออก เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าลินินผืนสี่เหลี่ยมที่ดูสะอาดสะอ้านออกมา และค่อยๆเช็ดหน้าให้เขา เธอซับไปรอบๆแผลที่ดูน่ากลัวซึ่งเริ่มตั้งแต่หางคิ้วข้างหนึ่งไปจนถึงส่วนกลางของแก้มอีกข้างหนึ่ง เป็นไปได้ที่เขาอาจจะต้องเสียโฉม เธอหวังว่าเขาจะโชคดีไม่สูญเสียดวงตาด้วย เสียงสูดปากด้วยความเจ็บปวดดังออกมาจากเขา เลือดกระเซ็นออกมาโดนเธอ เธอสะดุ้ง แล้วจับมือเขาไปวางที่หน้า “คุณช่วยจับผ้านี่ไว้หน่อยได้ไหมคะ ดีค่ะ ตอนนี้ถ้าคุณจะรอฉันอยู่ที่นี่ ฉันจะไปตามคนมาช่วย--”
“ไม่” เขายังยึดเสื้อเธอไว้ ข้อนิ้วกดลงที่เนินอกของเธอ “ผมดีขึ้นแล้ว พาผมไปที่คลับคราเวนหน่อย อยู่ที่ถนนเซนต์เจมส์”
“แต่ฉันไม่แข็งแรงพอ และไม่รู้จักทาง--”
“มันอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่หรอกน่า”
“แล้ว...แล้วคนที่ถูกฉันยิงล่ะคะ เราจะทิ้งศพไว้ที่นี่ไม่ได้หรอก”
เขาหายใจเข้าแรงอย่างขุ่นเคือง “ช่างหัวมัน ช่วยเอาผมไปส่งที่เซนต์เจมส์ก่อนเถอะ”
ซาร่าสงสัยว่าถ้าเธอไม่ทำตามที่เขาพูด เขาจะทำอย่างไรกับเธอ ดูท่าทางเขาจะเจ้าอารมณ์ไม่น้อยเลย แม้ว่าจะบาดเจ็บ แต่เขาก็คงจะยังทำร้ายเธอได้อยู่ มือที่กุมอยู่ที่ทรวงอกของเธอนั้นดูใหญ่และแข็งแรง
หญิงสาวค่อยๆถอดแว่นตาออก เอาเก็บไว้ในกระเป๋า เธอสอดแขนเข้าไปใต้เสื้อคลุมของเขา เลื่อนแขนเข้าไปโอบรอบเอวเพรียวของชายหนุ่ม หน้าแดงก่ำด้วยความไม่สบายใจ เธอไม่เคยสวมกอดชายคนใดมาก่อน ยกเว้นพ่อของเธอเองและเพอร์รี่ คิงส์วูด ชายที่กำลังจะหมั้นกับเธอ แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่เธอจะรู้สึกเหมือนที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เพอร์รี่เป็นหนุ่มที่แข็งแรง แต่เทียบไม่ติดเลยกับรูปร่างอันบึกบึนของหนุ่มแปลกหน้าผู้นี้ เธอค่อยๆทรงตัวยืนขึ้น และเซไปเล็กน้อยเมื่อชายหนุ่มใช้เธอเพื่อยันตัวขณะที่ลุกขึ้น เธอไม่คิดว่าเขาจะสูงใหญ่ขนาดนี้ เขาวางแขนลงบนไหล่เล็กๆของเธอ และมืออีกข้างกุมผ้าเช็ดหน้าที่ซับบาดแผลอยู่ เขาครางออกมาเบาๆ
“คุณเป็นยังไงบ้างคะ พอจะเดินไหวไหม”
เขาเปล่งเสียงหัวเราะแบบขัดๆออกมาจากลำคอ “คุณเป็นใคร”
ซาร่าเริ่มออกเดินอย่างไม่ค่อยแน่ใจไปตามทางที่จะไปเซนต์เจมส์ เขาเดินซวนเซเคียงข้างเธอ “ฉันชื่อซาร่า ฟีลดิ้ง” เธอบอก และต่อท้ายอย่างระมัดระวังว่า “แห่งกรีนวูดคอร์เนอรส์”
เขาไอและบ้วนน้ำลายที่เป็นเลือดออกมา “คุณมาช่วยผมทำไม”
ซาร่าอดสังเกตไม่ได้ว่าสำเนียงของเขาเปลี่ยนไป เกือบจะเหมือนกับที่สุภาพบุรุษทั่วๆไปพูดแล้ว แต่ยังเจือสำเนียงค็อกนีย์อยู่นิดๆ เสียงที่พูดออกมามีจังหวะจะโคนมากขึ้น “ฉันไม่มีทางเลือก” เธอตอบ พยุงรับน้ำหนักเขาไว้ เขากุมชายโครงตัวเองด้วยมือข้างที่เป็นอิสระ และมืออีกข้างเกาะเธอไว้ “ตอนที่ฉันเห็นว่าพวกมันกำลังทำอะไรอยู่--”
“คุณมีทางเลือก” เขาโต้เสียงกระด้าง “คุณจะเดินหนีไปซะก็ได้”
“โดยไม่สนใจคนที่กำลังตกอยู่ในอันตรายงั้นหรือคะ แค่คิดฉันก็ทำไม่ได้แล้ว”
“คนอื่นเขาก็ทำกันเยอะแยะไป”
“ไม่ใช่จากที่ที่ฉันอยู่หรอกค่ะ ฉันยืนยันได้” เธอตอบ สังเกตว่ากำลังเดินมายังกลางถนน เธอจึงพยุงเขากลับไปริมถนน หลบซ่อนอยู่ในความมืด คืนนี้เป็นคืนที่แปลกประหลาดที่สุดในชีวิตเธอ เธอไม่เคยคิดเลยว่าจะมาเดินในย่านแบบนี้ในลอนดอนกับชายหนุ่มแปลกหน้าซึ่งถูกทำร้าย เขาลอกผ้าเช็ดหน้าออกจากใบหน้า ซาร่ารู้สึกโล่งใจขึ้นเมื่อเห็นว่าเลือดไหลช้าลงแล้ว “คุณควรจะเอาผ้ากดแผลไว้นะคะ” เธอบอก “เราควรจะไปหาหมอ” เธอรู้สึกแปลกใจที่เขาไม่ถามถึงเรื่องแผลกับเธอเลย “เท่าที่ฉันมองเห็น พวกมันทำให้หน้าคุณเป็นแผลยาว แต่ดูจะไม่ค่อยลึกเท่าไหร่ ถ้าได้รับการรักษาที่ดี หน้าก็คงจะไม่เป็นรอยแผลเป็นมากนัก”
“ช่างมันเถอะ”
คำพูดนั้นยิ่งทำให้ซาร่านึกสงสัย “คุณคะ คุณมีเพื่อนอยู่ที่คลับคราเวนหรือคะ เราถึงจะไปที่นั่นกัน”
“ใช่”
“แล้วคุณบังเอิญรู้จักคุณคราเวนหรือเปล่าคะ”
“ก็ผมนี่แหละ ดีเร็ค คราเวน”
“คุณน่ะหรือคะ คุณคราเวน” ดวงตาเธอเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น “คนเดียวกับคนที่ตั้งคลับที่มีชื่อเสียง ที่มาจากชนชั้นล่าง...คุณเกิดในท่อระบายน้ำเหมือนที่เขาเล่ากันจริงหรือเปล่าคะ แล้วจริงไหมคะที่--”
“ลดเสียงลงหน่อยเถอะ แม่คุณ”
ซาร่าไม่อยากจะเชื่อความโชคดีของตัวเอง “มันเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆค่ะ คุณคราเวน ตอนนี้ฉันกำลังอยู่ในช่วงทำวิจัยและเก็บข้อมูลเพื่อเขียนนิยายเกี่ยวกับการพนัน ฉันจึงต้องมาแถวนี้ในเวลาค่ำคืนอย่างนี้ กรีนวูดคอร์เนอรส์ไม่ใช่ย่านโลกีย์แบบนี้ ฉันจึงจำเป็นต้องมาลอนดอน หนังสือของฉันเป็นเรื่องแต่งที่จะบรรยายถึงคนหลายๆลักษณะ และสถานที่ต่างๆที่มีความสำคัญต่อวัฒนธรรมการเล่นการพนัน--”
“ให้ตายเหอะ” เขาคำราม “คุณต้องการอะไร--เงินสักก้อนหนึ่งพอไหม--ที่จะให้คุณหุบปากจนกระทั่งเราถึงที่นั่น”
“คุณ--” เธอพาเขาออกห่างจากก้อนอิฐก้อนหินที่กองอยู่ เพราะมันอาจทำให้เขาสะดุดได้ เธอรู้ว่าเขากำลังเจ็บปวด จึงไม่ขุ่นเคืองต่อถ้อยคำหยาบคายของเขา มือที่กำไหล่เธอไว้สั่นระริก “เราเกือบจะพ้นเขตสลัมแล้วละค่ะ คุณคราเวน คุณจะไม่เป็นอะไรมากหรอก”
ดีเร็ครู้สึกวิงเวียนศีรษะ เขาพยายามทรงตัว แต่หัวเขาหมุนจนสมองไม่ทำงาน เขาจับร่างเล็กๆของคนข้างๆเขาแน่นเข้า และพยายามลากเท้าให้เข้าจังหวะกับเธอ เขาทิ้งน้ำหนักไปที่ร่างเธอมากขึ้นจนฮู้ดของเธอปัดใบหูเขาไปมา เขารู้สึกประหลาดใจยังไงพิกลที่อยู่ๆก็ต้องมาเดินตามหญิงแปลกหน้าตัวนิดเดียว แถมพูดมาก และหวังต่อพระเจ้าว่าเธอจะนำเขาไปถูกทาง มันใกล้กับการสวดภาวนามากที่สุดเท่าที่เขาเคยทำมา
เธอถามอะไรเขาบางอย่าง เขาพยายามรวบรวมสติไปที่คำพูดของเธอ “...เราจะขึ้นทางบันไดหน้าหรือมีทางอื่นอีกคะ--”
“ประตูข้าง” เขาพึมพำพลางหรี่ตามองผ่านผ้าเช็ดหน้า “ไปทางนั้น”
“โอ้โฮ ตึกใหญ่โตจังเลยค่ะ” ซาร่ามองดูคลับนั้นอย่างเกรงขาม ที่ด้านหน้าของตึกอันมโหฬารนั้นมีเสาคอรินเธียนแบบกรีกอยู่ถึงแปดต้น และมีหน้าบันเหนือประตูเจ็ดแผง มีปีกตึกขนาบอยู่สองข้าง ทั้งหมดล้อมรอบไปด้วยราวระเบียงหินอ่อน ความจริงเธออยากจะขึ้นทางด้านหน้าเพื่อชมห้องโถงตรงทางเข้าที่ประดับประดาไปด้วยแก้วสีต่างๆ กำมะหยี่สีน้ำเงินสวย และโคมระย้า แต่แน่นอนว่าคราเวนคงไม่อยากให้สมาชิกของคลับมาเห็นเขาในสภาพนี้ หลังจากที่เธอนำเขาไปทางประตูด้านข้าง ทั้งสองก็ต้องเดินขึ้นบันไดที่นำไปสู่ประตูไม้บานใหญ่
ดีเร็คคว้าที่จับประตูและผลักเข้าไป กิลล์ ลูกจ้างคนหนึ่งของเขารีบถลันเข้ามาหา “คุณคราเวน” ชายหนุ่มร้องอย่างตกใจ เขากวาดสายตามองไปตั้งแต่ผ้าเช็ดหน้าชุ่มเลือด หน้าของดีเร็ค และสบสายตาอันวิตกกังวลของซาร่า “คุณพระช่วย!”
“ไปเรียกเวิร์ธตี้มา” ดีเร็คสั่งแล้วเดินเฉียดกิลล์ไป เขาเดินไปจนถึงบันไดคดเคี้ยวที่ทอดสูงขึ้นไปยังห้องส่วนตัวของเขา ชายหนุ่มมองบันไดหกขั้นอย่างไตร่ตรอง แล้วกวักมือให้ซาร่าไปกับเขาทันที
เธอนึกสงสัยและลังเลว่าเขาจะให้เธอช่วยพยุงขึ้นไปหรือไม่ เธอเหลือบมองหนุ่มลูกจ้างซึ่งกำลังเดินหันหลังกลับและหายลับไปจากทางเดินที่ปูด้วยพรมนั้น
“มานี่สิ” ดีเร็คพูดเสียงกระด้าง กวักมือเรียกเธออีก “คุณนึกว่าผมมีเวลายืนอยู่ตรงนี้ทั้งคืนหรือไง”
เธอเดินไปหาเขาทันที และเขาก็โอบแขนที่หนักของเขาวางพาดบนไหล่เธอ ทั้งสองเริ่มเดินขึ้นบันไดไปพร้อมๆกัน “เวิร์ธตี้คือใครคะ” เธอถาม พร้อมกับสอดแขนโอบเอวแกร่งของเขาเพื่อช่วยพยุง
“พ่อบ้าน” เขาตอบ ซี่โครงของดีเร็คเหมือนกับจะทิ่มเข้าไปในอวัยวะภายในเหมือนมีดทื่อๆ หน้าเขาร้อนเป็นไฟ เขาได้ยินเสียงตัวเองพูด เวลาเป็นปีๆที่เขาเฝ้าฝึกฝนการพูดแบบผู้ดีดูจะเสียเปล่าในตอนนี้ เพราะสำเนียงค็อกนีย์ได้หลุดรอดออกมา “วอร์วี่...ทำทุกอย่าง...ช่วยผมทำงานในคลับ...ไว้ใจเขา...ด้วยชีวิต” เขาสะดุดบนชานพักและสบถออกมาเบาๆ
ซาร่ากระชับแขนโอบเอวเขาให้แน่นขึ้น “เดี๋ยวค่ะ ถ้าคุณล้ม ฉันดึงคุณไว้ไม่อยู่นะ คุณต้องรอคนที่แข็งแรงกว่ามาช่วยพาไปจนถึง”
“คุณก็แข็งแรงพอน่า” เขาเริ่มขึ้นบันไดขั้นต่อไป แขนโอบไหล่เธอ
“คุณคราเวนคะ” เธอประท้วง คนทั้งสองขึ้นบันไดอย่างงุ่มง่ามไปได้อีกสองขั้น ซาร่ากลัวว่าเขาจะเป็นลมและตกบันไดลงไป เธอเริ่มกระตุ้นเขา พูดอะไรก็ได้ที่คิดออกเพื่อให้เขาเดินต่อไปให้ได้ “ใกล้ถึงแล้วค่ะ...มาสิคะ คุณดื้อพอที่จะปีนขึ้นบันไดอีกขั้นสองขั้นได้อยู่แล้ว...ยืนให้มั่นค่ะ”
เธอหอบหายใจแรงด้วยความเหนื่อยเมื่อพากันขึ้นไปถึงบันไดขั้นสุดท้ายและมาถึงประตูห้องชุดส่วนตัวของเขา ทั้งสองเดินผ่านโถงทางเข้าไปยังห้องรับแขกที่ตกแต่งด้วยกำมะหยี่สีม่วงเข้มขลิบทอง เธอมองไปรอบๆห้องอย่างอัศจรรย์ใจกับแผ่นหนังขลิบทองที่ประดับฝาผนัง หน้าต่างบานยาวจรดพื้นแบบฝรั่งเศสที่เรียงเป็นแถวดูโอ่อ่า และเมื่อมองออกไปด้านนอกก็เห็นทิวทัศน์อันงดงามของเมือง เธอทำตามเสียงพึมพำบอกทางของคราเวน ช่วยพาเขาไปยังห้องนอน ห้องนั้นตกแต่งด้วยม่านสีเขียวและกระจกหรู เตียงนอนนั้นเป็นเตียงที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมาในชีวิต หน้าเธอเป็นสีเข้มขึ้นทันทีเมื่อนึกได้ว่าเธอไม่เคยเข้าห้องนอนผู้ชายมาก่อนเลย แต่ความกระดากอายนั้นก็ได้หายไปด้วยความเป็นห่วงคราเวนที่กำลังคลานขึ้นเตียงไปทั้งที่ยังสวมรองเท้าอยู่ เขานอนหงายเหยียดยาวและมีอาการหอบก่อนจะนิ่งไป มือที่กุมชายโครงอยู่คลายออก
“คุณคราเวนคะ คุณคราเวน--” ซาร่าเดินไปเดินมาอยู่ใกล้ๆเขา นึกในใจว่าจะทำอย่างไรดี เขาหมดสติไปแล้ว ร่างกายสูงใหญ่นั้นแน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อน มือใหญ่กำอยู่อย่างหลวมๆ เธอเอื้อมมือไปที่ลำคอเขา และคลายปมผ้าผูกคอให้ เธอค่อยๆดึงผ้าผูกคอออกอย่างระมัดระวัง และดึงผ้าเช็ดหน้าออกจากหน้าของชายหนุ่ม
บาดแผลนั้นเริ่มจากขมับขวาพาดลงมาตรงสันจมูก และยาวมาถึงโหนกแก้มข้างซ้าย แม้หน้าตาเขาจะไม่คมสันนัก แต่ก็ดูแข็งแรงและมั่นคง ริมฝีปากเขาเผยอออกเล็กน้อย เผยให้เห็นฟันขาว รอยเลือดเปรอะผิวสีเข้มและแห้งกรังติดกับขอบคิ้วหนาและขนตายาวของชายหนุ่ม
เธอเหลือบไปเห็นอ่างล้างมืออยู่อีกฝั่งหนึ่งของห้อง เธอรีบตรงเข้าไปและพบน้ำเย็นๆในเหยือก เธอเทน้ำบางส่วนลงไปในอ่างและนำที่เหลือไปวางบนโต๊ะข้างเตียงนอน เอาผ้าชุบน้ำและเช็ดไปทั่วหน้าชายหนุ่ม เช็ดเลือดและฝุ่นละอองทั้งหลายที่เกาะติดอยู่บนใบหน้า ขณะที่เธอกำลังเช็ดรอบๆดวงตาและแก้ม สัมผัสจากน้ำทำให้เขารู้สึกตัวและเปล่งเสียงร้องออกมา ขนตาที่เป็นแพหนาเปิดขึ้น ซาร่าหยุดนิ่งและพบว่าเธอกำลังสบนัยน์ตาสีเขียวเข้มคู่นั้น ช่างเหมือนกับสีของสนามหญ้าในรุ่งอรุณของฤดูใบไม้ผลิ มีความรู้สึกประหลาดเกิดขึ้นในทรวงอกเธอ เธอถูกตรึงไว้ด้วยสายตาของเขา ไม่สามารถขยับหรือพูดอะไรออกมาได้เลย
เขายกมือขึ้นแตะปอยผมเธอที่หลุดจากเข็มตรึง เสียงของเขาแหบห้าว “บอกชื่อของคุณ...อีกครั้ง”
“ซาร่า” เธอกระซิบตอบ
ทันใดนั้นผู้ชายสองคนก็เดินเข้ามาในห้อง คนหนึ่งตัวเล็กและสวมแว่น อีกคนอยู่ในวัยสูงอายุแล้วและสูงกว่า “คุณคราเวนครับ” คนตัวเล็กพูด “ผมพาคุณหมอฮินด์เลย์มาครับ”
“เอาวิสกี้มา” ดีเร็คร้องบอกเสียงแหบ “ฉันโดนไอ้พวกบ้ารุมเกือบตาย”
“คุณมีเรื่องชกต่อยมาหรือครับ” เวิร์ธตี้ก้มลงไปถามใกล้ๆ ใบหน้าอ่อนโยนย่นไปด้วยความแปลกใจ “คุณพระช่วย...หน้า คุณ” แล้วมองไปที่ซาร่าที่ยืนบิดมืออยู่อย่างไม่ชอบใจ “ผมหวังว่าผู้หญิงคนนี้จะคุ้มกับการเสี่ยงของคุณนะ...คุณคราเวน”
“ฉันไม่ได้ต่อสู้เพื่อแย่งตัวเธอหรอกนะ” ดีเร็คแย้งก่อนที่ซาร่าจะพูดทัน “ฉันคิดว่ามันเป็นพวกของเจนเนอร์ พวกมันสองคนกระโจนเข้าใส่ฉันที่ถนนนั่น แล้วหนูตัวน้อยๆผู้นี้...ชักปืนออกมาและยิงพวกมันคนหนึ่งเข้า”
“ถ้าอย่างนั้น” เวิร์ธตี้มองไปที่หญิงสาวด้วยแววตาที่เป็นมิตรขึ้น “ต้องขอบคุณคุณมากนะครับ คุณช่างกล้าหาญเหลือเกิน”
“ฉันไม่ได้กล้าอะไรหรอกค่ะ” ซาร่าพูดออกมาอย่างจริงจัง “ฉันไม่ได้หยุดคิดด้วยซ้ำ มันเกิดขึ้นเร็วมาก”
“ยังไงก็ตาม พวกเราก็ต้องขอขอบคุณ” เวิร์ธตี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดเสริม “ผมเป็นคนที่คุณคราเวนจ้างไว้ให้ดูแลความไม่สงบในบ่อน รวมทั้ง--” เขาเหลือบตาดูรอยเลือดแห้งกรังบนตัวของชายหนุ่มและจบประโยคอย่างขอไปที “--เรื่องอื่นๆที่ผมควรจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ”
ซาร่ายิ้มให้เขา เวิร์ธตี้เป็นคนที่หน้าตาดีมาก ร่างเล็กสมส่วน ผมบางและมีแว่นวาววับเกาะอยู่ตรงจมูก เธอรู้สึกว่าเขาดูสงบเยือกเย็นและไม่หวั่นไหวกับอะไรง่ายๆ เขาและคุณหมอก้มลงไปเหนือร่างของชายหนุ่ม ถอดรองเท้าและเสื้อผ้าออก ซาร่าหมุนตัวกลับอย่างกระดากอายและเริ่มเดินออกจากห้อง แต่คราเวนพูดอะไรบางอย่างขึ้นมาและเวิร์ธตี้ก็หยุดเธอไว้ “กรุณาอย่าเพิ่งไปนะครับ คุณ--”
“ฟีลดิ้งค่ะ” เธอกล่าวเบาๆ ตาก้มลงมองพื้น “ซาร่า ฟีลดิ้ง”
ชื่อของเธอทำให้เขาสนใจขึ้นมาทันที “คุณเป็นอะไรกับ ซ. ร. ฟีลดิ้ง ที่เป็นนักประพันธ์ครับ”
“ซาร่า โรส” เธอกล่าว “ฉันใช้ชื่อย่อเป็นนามปากกาค่ะ”
คุณหมอเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวอย่างยินดี “คุณน่ะหรือครับ ซ. ร. ฟีลดิ้ง”
“ค่ะ”
คำตอบของเธอดูเหมือนจะทำให้เขามีชีวิตชีวา “ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากครับที่ได้พบคุณ มาธิลดาเป็นหนึ่งในนิยายเล่มโปรดของผม”
“มีแค่เรื่องนั้นแหละค่ะที่ประสบความสำเร็จที่สุด” ซาร่าถ่อมตัว
“ผมกับภรรยาใช้เวลาว่างช่วงเย็นคุยกันถึงตอนจบของเรื่องอยู่บ่อยๆครับ มาธิลดากระโดดลงมาจากสะพานเพื่อยุติความทุกข์หรือว่าเธอเลือกที่จะชดใช้บาป--”
“ขอโทษเถอะ” เสียงเย็นชานั้นดังมาจากบนเตียงนอน “ผมนอนเลือดไหลปางตายอยู่นี่ มาธิลดาหาหอกอะไรนั่นไปให้ไกลๆเลย”
ซาร่าหน้านิ่วไปด้วยความรู้สึกผิด “ต้องขอโทษด้วยค่ะ คุณหมอฮินด์เลย์คะ ตอนนี้โปรดดูแลคุณคราเวนเถอะค่ะ” เธอหันไปหาเวิร์ธตี้ “คุณจะให้ฉันรอที่ไหนคะ”
“ในห้องข้างๆนี่ก็ได้ครับ ถ้าคุณจะกรุณา เชิญคุณโทร.ไปสั่งน้ำชาและขนมได้ตามสบายเลยนะครับ”
“ขอบคุณค่ะ” ซาร่าเดินกลับไปยังห้องรับแขก เธอสงสัยว่ามีอะไรเกี่ยวกับมาธิลดาที่ทำให้คนสนใจกันถึงขนาดนี้ เธอประหลาดใจว่าเหตุใดหนังสือเล่มนี้จึงเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ถึงกับมีการนำมาทำเป็นละครเวทีเมื่อไม่นานมานี้เอง ผู้คนมักจะชอบพูดและถกเถียงกันถึงตัวละครมาธิลดาราวกับว่าเธอมีชีวิตจริงๆ และสนุกกับการวิพากษ์วิจารณ์ตอนจบของเรื่อง เธอได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับเด็กสาวคนหนึ่งที่หนีมาจากชนบทและต้องมาเป็นโสเภณี ซาร่าตั้งใจที่จะเขียนตอนจบของเรื่องให้คนเอาไปคิดต่อ ในหน้าสุดท้าย มาธิลดาได้ยืนอยู่ตรงขอบสะพานลอนดอน เผชิญหน้ากับการตัดสินใจว่าเธอควรจะจบชีวิตที่น่าเศร้าหรือเปลี่ยนใจหันไปทำแต่สิ่งที่ดีเพื่อผู้อื่น คนอ่านสามารถคิดหาคำตอบเอาเองเกี่ยวกับโชคชะตาของมาธิลดา ซึ่งโดยความคิดส่วนตัวของเธอแล้ว ซาร่าไม่ได้คิดว่ามันสำคัญเลยที่ว่ามาธิลดาจะตายหรือว่ามีชีวิตอยู่ต่อไป ประเด็นสำคัญของเรื่องก็คือเธอได้หัดเรียนรู้จากความผิดพลาดในชีวิต
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเธอกำลังสะพายกระเป๋าอยู่ หญิงสาวก็เอามือควานเข้าไปหยิบแว่นออกมา ใช้แขนเสื้อเช็ดมันจนแวววับแล้วยกขึ้นสวม จากนั้นก็หยิบสมุดโน้ตขึ้นมา “หาหอก” เธอรำพึงแล้วจดคำที่ไม่เข้าใจไว้ เธอจะต้องถามใครสักคนทีหลังว่ามันหมายความว่าอย่างไร
เธอถอดเสื้อคลุมออกช้าๆ วางมันไว้บนพนักเก้าอี้ รู้สึกเหมือนกับว่าโดนกักอยู่ในถ้ำสิงโต เธอเดินไปที่หน้าต่างและเปิดม่านสีม่วงเข้มนั้นออกเพื่อดูวิวถนนให้ชัดๆ เมืองลอนดอนปรากฏอยู่ตรงหน้า มีเพียงแค่กระจกบางๆของหน้าต่างคั่น โลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายของคนที่จดจ่ออยู่กับชีวิตของตนเอง เธอหันกลับมาดูกระจกทองคำที่ติดอยู่บนผนัง และดูเฟอร์นิเจอร์หรูหราที่หุ้มด้วยกำมะหยี่สีขาว บนโต๊ะฝังพลอยนั้นมีแจกันดอกไม้สดจัดวางไว้อย่างสวยงาม ห้องนี้เป็นห้องที่สวยงามมาก แต่หรูเกินไป
ซาร่าชอบกระท่อมเล็กๆที่เธออาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่แก่ชราแล้วมากกว่า กระท่อมนั้นมีห้องครัวและสวนอยู่ด้านหลัง และมีไม้ผลที่พ่อของเธอเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอม มีสนามเล็กๆและคอกม้า และม้าแก่ๆสีเทาชื่ออิปปี้ เฟอร์นิเจอร์เก่าๆที่วางอยู่ในห้องนั่งเล่นมีคนมานั่งมาใช้อยู่เสมอ พ่อแม่ของเธอมีเพื่อนมาก เกือบทุกคนในกรีนวูดคอร์เนอรส์ได้เคยแวะเวียนมาเยี่ยมที่บ้านนั้นอย่างน้อยก็ครั้งสองครั้ง
ที่แห่งนี้ช่างดูต่างกันอย่างสิ้นเชิง เป็นคฤหาสน์ที่งดงามและโดดเดี่ยว ซาร่ายืนอยู่ตรงหน้าภาพวาดสีน้ำมันสดใสแสดงถึงเทพเจ้าโรมันที่กำลังเฉลิมฉลองกัน เธอได้ยินเสียงครางดังออกมาจากห้องข้างๆ และเสียงสบถจากคราเวน สงสัยคุณหมอคงกำลังเย็บแผลบนหน้าของเขาอยู่ เธอพยายามไม่สนใจเสียงร้องนั้น แต่เพียงไม่นาน ความอยากรู้อยากเห็นก็ทำให้เธอต้องเดินไปดู
เมื่อเดินไปถึงประตู เธอเห็นเวิร์ธตี้และคุณหมอฮินด์เลย์โน้มตัวอยู่เหนือศีรษะของคราเวน ลำตัวท่อนล่างของเขาที่ถูกคลุมไว้ด้วยผ้าสีขาวนั้นนิ่งไม่กระดุกกระดิก แต่มือของเขากระตุกไปมาอยู่ข้างลำตัว ราวกับว่าเขาอยากผลักคุณหมอไปให้ไกลๆจากเขา
“เราให้ยาทั้งหมดที่เราจะให้ได้กับคุณแล้วนะครับ คุณคราเวน” คุณหมอฮินด์เลย์กล่าวพร้อมกับเย็บแผลไปด้วย
“ยาพวกนั้นน่ะ...ใช้กับผมไม่ได้หรอก เอาวิสกี้มาอีก”
“ถ้าคุณจะอดทนอีกสักหน่อยนะครับ คุณคราเวน ทุกอย่างจะเสร็จในไม่ช้านี้แล้ว”
เสียงครางด้วยความเจ็บปวดแทรกขึ้นมา “ไปตายซะเถอะ ทั้งคุณแล้วก็คนอื่นๆที่มีอาชีพเย็บแผล เลื่อยกระดูก ชำแหละศพ--”
“คุณคราเวนครับ” เวิร์ธตี้พูดแทรกขึ้นมาอย่างลังเล “คุณหมอฮินด์เลย์กำลังตั้งใจทำอย่างดีที่สุดแล้วนะครับเพื่อรักษาแผลที่หน้าคุณ เขาพยายามที่จะช่วยคุณนะครับ กรุณาอย่าต่อว่าเขาเลย”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ” หมอบอกอย่างใจเย็น “ถึงตอนนี้ผมรู้แล้วละว่าจะโดนอะไรจากเขาบ้าง” เขาพูดพลางเย็บขอบแผลอย่างระมัดระวัง
เสียงในห้องนั้นเงียบไปสักพักหนึ่ง และแล้วเสียงดีเร็คก็ดังออกมาอีก “ให้ตายเหอะ ผมไม่สนหรอกว่าหน้าผมจะเป็นยังไง ปล่อยผมไว้ตามลำพังเสียที--” เขาพูดพลางขยับตัวจะลุกจากเตียง
ซาร่าก้าวเข้าไปในห้องทันที เห็นได้ชัดว่าคราเวนนั้นเจ้าอารมณ์ไม่น้อยเลย แต่เขาควรจะนอนอยู่อย่างนั้น คงน่าเสียดายไม่น้อยที่จะไม่ให้หมอได้ช่วยรักษาอย่างเต็มที่เพื่อรักษาใบหน้าชายหนุ่มไว้
“คุณคะ” เธอพูดอย่างกระตือรือร้น “ฉันรู้ว่าคุณเจ็บ แต่คุณควรจะให้หมอทำให้เสร็จก่อนนะคะ ตอนนี้คุณอาจจะไม่แคร์ว่าหน้าตาคุณจะเป็นยังไง แต่อีกหน่อยคุณจะเสียดายนะคะ และ...” เธอหยุดนิดหนึ่ง และพูดต่อเพื่อให้ตรงประเด็นว่า “ชายหนุ่มแข็งแรงบึกบึนอย่างคุณน่ะ น่าจะทนความเจ็บปวดเล็กๆน้อยๆนี่ได้ ฉันจะบอกให้นะ มันเจ็บไม่เท่ากับความทุกข์ทรมานที่ผู้หญิงต้องทนเวลาคลอดลูกหรอก”
ดีเร็คเดินช้าๆกลับไปที่เตียง “คุณรู้ได้ยังไง” เขาพูดอย่างเย้ยหยัน
“ฉันเคยดูตอนคนคลอดลูกที่กรีนวูดคอร์เนอรส์ค่ะ ใช้เวลาตั้งหลายชั่วโมง เพื่อนของฉันต้องทนความเจ็บปวด แต่ไม่มีเสียงร้องจากเธอเลย”
เวิร์ธตี้มองหญิงสาวอย่างวิงวอน “คุณฟีลดิ้งครับ จะดีกว่าสำหรับคุณนะครับ ถ้าจะรอในห้องข้างๆนี่--”
“ฉันกำลังหาเรื่องคุยเพื่อให้คุณคราเวนสนใจเรื่องอื่น จะได้ลืมเจ็บ คุณต้องการอย่างนั้นไหมคะคุณคราเวน หรือจะให้ฉันออกไป”
“ผมมีทางเลือกรึเปล่าล่ะ คุณอยู่นี่แหละ พูดไปเรื่อยๆ”
“จะให้ฉันเล่าเกี่ยวกับกรีนวูดคอร์เนอรส์ให้ฟังไหมคะ”
“ไม่เอา” ดีเร็คกัดฟันพูดและกลั้นเสียงคราง “เอาเรื่องเกี่ยวกับตัวคุณ”
“ถ้าอย่างนั้นละก็” ซาร่าเดินไปที่เตียง ระวังที่จะไม่เข้าใกล้จนเกินไป “ฉันอายุยี่สิบห้าปีค่ะ ฉันอยู่ในชนบทกับพ่อและแม่--” เธอหยุดไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินเสียงชายหนุ่มร้องออกมา แผลที่กำลังถูกเย็บคงทำให้เขาเจ็บ
“เล่าต่อไป” เขาสั่งเสียงห้วน
ซาร่าพยายามนึกว่าจะเล่าอะไรดี “ฉัน...ฉันสนิทกับผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ในหมู่บ้าน เรารักหนังสือเหมือนๆกัน แต่รสนิยมของเขาออกจะดีกว่าของฉัน เขาไม่เห็นด้วยกับนิยายที่ฉันเขียน” เธอขยับเข้าไปใกล้เขามากขึ้นและจ้องหน้าเขาเขม็ง แม้ว่าเธอจะไม่เห็นหน้าเขาชัด แต่เธอก็เห็นอกของเขาอย่างชัดเจน แผ่นอกของเขาปกคลุมไปด้วยขนสีเข้มดกหนา อกผู้ชายที่เธอเคยได้เห็นมาก่อนหน้านี้ก็คือรูปปั้นกรีกที่ไม่มีขนหน้าอก ลำตัวท่อนกลางเหนือเอวของเขาเป็นกล้ามเนื้อแข็งแรง และเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ “เขาชื่อคิงส์วูดค่ะ--เขาตามจีบฉันมาได้เกือบสี่ปีแล้ว ฉันคิดว่าเขาคงจะขอฉันแต่งงานเร็วๆนี้”
“สี่ปีเชียวรึ”
ซาร่ารู้สึกถึงเสียงแกมเยาะนิดๆของเขา “ก็มีอุปสรรคบ้าง แม่ของเขาเป็นม่ายค่ะ และต้องพึ่งพาเขาเกือบทุกเรื่อง เขาอยู่ด้วยกันสองคน และมิสซิสคิงส์วูดก็ไม่ค่อยชอบฉันสักเท่าไหร่”
“ทำไมล่ะ”
“คือ...เธอคิดว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนดีพอสำหรับลูกชายของเธอ และเธอก็ไม่ชอบพล็อตเรื่องนิยายที่ฉันเขียน ที่เกี่ยวกับโสเภณี ความยากจน...” ซาร่ายักไหล่ “แต่ฉันว่าเป็นเรื่องที่ควรจะหยิบยกขึ้นมาค่ะ”
“โดยเฉพาะเมื่อคุณทำเงินจากมัน”
“มันก็เพียงพอสำหรับพ่อแม่และฉันที่จะอยู่อย่างสบาย” เธอยอมรับพลางยิ้ม “คุณเป็นคนชอบเยาะเย้ยถากถางนะคะ คุณคราเวน”
เขาสูดหายใจเข้าผ่านไรฟันเมื่อเข็มแทงเข้าไปในเนื้อของเขา “คุณก็จะเป็นเหมือนกันแหละ ถ้าคุณรู้จักโลกที่นอกเหนือไปจากหมู่บ้านที่น่าเบื่อของคุณน่ะ” ความเจ็บทำให้สำเนียงค็อกนีย์ของเขาหลุดออกมาอีก
“กรีนวูดคอร์เนอรส์เป็นที่ที่น่าอยู่มากค่ะ” ซาร่าแย้งเบาๆ “และฉันก็รู้จักโลกภายนอกเป็นอย่างดี”
ดีเร็คกลั้นหายใจอยู่ครู่หนึ่ง และก็ปล่อยออกมาโดยแรง “ให้ตายสิ จะเย็บไปอีกนานแค่ไหนเนี่ย--”
“อีกนิดเดียวเท่านั้นครับ” คุณหมอบอก
ดีเร็คพยายามที่จะเพ่งความสนใจไปที่การสนทนากับซาร่า “เขียนหนังสือเกี่ยวกับโสเภณี...ผมท้าได้เลยว่า คุณไม่เคย...เล่นจ้ำจี้กับผู้ชายตลอดทั้งชีวิตที่ขาวสะอาดดั่งดอกลิลลี่ของคุณ”
คุณหมอฮินด์เลย์และเวิร์ธตี้เริ่มที่จะตำหนิเขา แต่ซาร่ายิ้มด้วยความขบขัน “เล่นจ้ำจี้... ฉันไม่เคยได้ยินใครเรียกมันอย่างนี้มาก่อนเลย”
“คุณรู้จักอะไรแถวๆนี้น้อยไป”
“จริงของคุณค่ะ” เธอตอบอย่างจริงจัง “ฉันจะต้องไปที่นั่นอีกหลายๆครั้งก่อนที่งานวิจัยชิ้นนี้จะเสร็จสิ้นลง”
“คุณจะต้องไม่กลับไปที่นั่นอีก” เขาบอกเธอ “พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าทำไมคุณถึงรอดมาได้ ช่างโง่อะไรอย่างนี้นะที่มาเดินท่อมๆในตอนดึกๆแถวนี้ได้--”
“นี่เป็นเข็มสุดท้ายแล้วนะครับ” หมอฮินด์เลย์ร้องบอก พร้อมกับเย็บอย่างระมัดระวัง ดีเร็คถอนหายใจอย่างโล่งอกและเงียบลงไปทันที
เวิร์ธตี้เดินออกห่างจากเตียง ตรงมาหาหญิงสาวและยิ้มอย่างขอโทษ “ให้อภัยคุณคราเวนเถอะนะครับ เขามักจะหยาบคายกับคนที่เขาชอบเสมอ”
“เขาจะหายไหมคะ” ซาร่ากระซิบถาม
“แน่นอนครับ เขาเป็นคนแข็งแรงมาก เจอยิ่งกว่านี้เขาก็รอดมาแล้ว” เวิร์ธตี้มองเธออย่างพิจารณา สีหน้าเขาบอกถึงความเป็นห่วง “คุณตัวสั่นนะครับ คุณฟีลดิ้ง”
เธอพยักหน้ารับและหายใจเข้าลึก “ฉันคิดว่าเป็นเพราะฉันไม่เคยเจออะไรน่าตื่นเต้นเท่านี้มาก่อนเลยน่ะค่ะ” เธอเพิ่งจะมารู้สึกว่าเธอว้าวุ่นใจสักแค่ไหน “ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก”
“คุณควรจะได้พักผ่อนสักหน่อย” เวิร์ธตี้บอก “และบรั่นดีคงจะช่วยให้คุณหายสั่นได้”
“ฉันก็ว่าอย่างนั้นค่ะ...บางทีถ้าเหยาะลงในถ้วยน้ำชาสักหน่อยก็คงจะดีไม่น้อย” เธอประสานมือเข้าด้วยกัน “ฉันพักอยู่กับเพื่อนของพ่อกับแม่น่ะค่ะ ครอบครัวกู๊ดแมน ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว...พวกเขาคงจะเป็นห่วง...”
“ถ้าคุณพร้อมเมื่อไหร่ เรามีรถส่วนตัวไปส่งคุณไม่ว่าจะเป็นที่ไหน”
“เวิร์ธตี้!” ดีเร็คร้องแทรกออกมาอย่างไม่พอใจ “หยุดไอ้เสียงกระซิบกระซาบนั่นซะทีได้ไหม เอาเงินให้แม่หนูน้อยจากบ้านนอกคนนั้นและส่งกลับไปซะ เธอมาจากไหนก็ไปส่งที่นั่นแหละ”
เวิร์ธตี้ขยับปากจะพูด แต่ซาร่าหยุดเขาไว้โดยการแตะแขนเขาเบาๆ เธอยืดไหล่เล็กๆและเดินอย่างสง่าผ่าเผยไปที่เตียง “คุณคราเวน” เธอพูดอย่างใจเย็น “ขอบคุณสำหรับรางวัลที่คุณจะกรุณาค่ะ แต่ฉันมีเงินพอที่จะซื้ออะไรทุกอย่างที่ต้องการ แต่จะเป็นการกรุณามากถ้าคุณจะอนุญาตให้ฉันชมคลับของคุณ และซักถามพวกลูกจ้างของคุณสักสองสามข้อ เพราะอย่างที่ฉันเคยบอกก่อนหน้านี้ ฉันกำลังเขียนนิยายอยู่ และคุณสามารถช่วยฉันได้--”
“ไม่”
“คุณคราเวนคะ มันเป็นคำขอร้องที่สมเหตุสมผล เมื่อคำนึงถึงความจริงที่ว่าฉันได้ช่วยชีวิตคุณไว้ในคืนนี้”
“อย่าสำคัญตนผิดไป”
ซาร่าประหลาดใจ “แต่ผู้ชายสองคนนั้นกำลังจะฆ่าคุณอยู่นะคะ!”
“ถ้ามันอยากจะฆ่า ผมก็ต้องตายไปแล้วละ”
“ถ้าอย่างนั้น...พวกมันตั้งใจเพียงแค่...กรีดหน้าคุณหรอกหรือคะ” ซาร่าถามอย่างตระหนก “แต่ทำไมถึงจะมีใครทำอะไรอย่างนั้น”
“คุณคราเวนเป็นคนที่มีศัตรูมาก” เวิร์ธตี้บอก หน้ากลมๆของเขาดูวิตก “โดยเฉพาะคนที่ชื่อไอโว เจนเนอร์ที่เป็นเจ้าของคลับคู่แข่งของเรา แต่ผมไม่คิดว่าเจนเนอร์จะทำอะไรแบบนี้ได้”
“บางทีอาจจะไม่ใช่ก็ได้” ดีเร็คพึมพำออกมา ดวงตาปิดสนิท “บางทีอาจจะเป็นคนอื่น วอวี่...เอาเธอออกไปซะ”
“แต่คุณคราเวนคะ” ซาร่าประท้วง
“เชิญครับ” เวิร์ธตี้กล่าวและแตะแขนเธออย่างสุภาพ เขาพาเธอเดินออกห่างจากเตียง เธอเดินตามเขาออกไปยังห้องข้างๆอย่างไม่เต็มใจนัก
เมื่อถูกทิ้งไว้ตามลำพัง ดีเร็คหัวเราะออกมาเบาๆอย่างขมขื่น “ให้ตายเถอะ จอยซ์” เขากระซิบ และยกมือขึ้นแตะรอยแผลที่ถูกเย็บบนใบหน้า
หลังจากที่คุณหมอฮินด์เลย์กลับไป เวิร์ธตี้โทร.ไปสั่งน้ำชาและก่อไฟในเตา “ทีนี้ละ” เขาพูดออกมาอย่างยินดี พร้อมกับนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆเก้าอี้ของหญิงสาว “เราจะได้คุยกันอย่างไม่ต้องมีอะไรมาขัดจังหวะ”
“คุณเวิร์ธตี้คะ คุณจะช่วยให้คุณคราเวนเข้าใจหน่อยได้ไหมคะ ฉันจะไม่ทำให้เขาต้องยุ่งยากหรือขัดใจในทุกๆเรื่อง ฉันแค่อยากจะสังเกตการณ์ในคลับเท่านั้นเอง และก็ถามคำถามเพียงไม่กี่ข้อ--”
“ผมจะลองพูดกับคุณคราเวนดู” เวิร์ธตี้รับปาก “และผมจะอนุญาตให้คุณไปเยี่ยมชมคลับได้พรุ่งนี้ ตอนที่คุณคราเวนยังไปไหนไม่ได้” เวิร์ธตี้ยิ้มเมื่อเห็นหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นของเธอ “คุณรู้ไหมว่านี่เป็นการอนุญาตที่ไม่ค่อยมีผู้หญิงคนใดได้รับยกเว้นแต่คืนชุมนุมเท่านั้น มีผู้หญิงอีกเพียงคนเดียวที่ได้รับการอนุญาตให้ข้ามธรณีประตูไป”
“ฉันรู้ค่ะ ฉันเคยได้ยินเกี่ยวกับเธอ--เขาเรียกเธอว่าลิลลี่หญิงนอกกฎหมาย เธอเป็นคนรักของคุณคราเวนมาหลายปีแล้วใช่ไหมคะ”
“เรื่องบางเรื่องก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ดูเหมือนว่าจะเป็นนะครับ คุณฟีลดิ้ง”
ทั้งสองถูกขัดจังหวะเมื่อคนรับใช้นำถาดน้ำชาและแซนด์วิชที่ทำอย่างประณีตมาให้ เวิร์ธตี้รินน้ำชาให้หญิงสาวอย่างคล่องแคล่ว และเติมบรั่นดีลงไปผสม ซาร่าวางถ้วยและจานรองไว้บนตักอย่างระมัดระวังและค่อยๆกัดแซนด์วิช เธอรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังตื่นจากฝันร้ายอย่างช้าๆ เธอเหยียดขาที่ชื้นไปผิงไฟ ระวังไม่เผยข้อเท้าให้เห็น
“แต่มีเงื่อนไขอยู่ข้อเดียวเท่านั้นที่ผมจะขอจากคุณ” เวิร์ธตี้กล่าว เอนหลังพิงเก้าอี้ “คุณจะต้องไม่เข้าไปยุ่งหรือไปถามอะไรคุณคราเวน จริงๆแล้วผมอยากขอร้องให้คุณหลีกเลี่ยงเขา คุณมีอิสระที่จะคุยกับใครก็ได้ในคลับ พวกเราทุกคนจะพยายามช่วยคุณให้มากที่สุดเท่าที่จะช่วยได้”
ซาร่านิ่วหน้าอย่างผิดหวัง “แต่คุณคราเวนจะช่วยอะไรๆฉันได้เยอะมากนะคะ มีอะไรบางอย่างที่ฉันอยากจะถามเขา--”
“เขาเป็นคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวมาก เขาพยายามมาทั้งชีวิตที่จะหนีให้พ้นจากอดีต ผมบอกคุณได้เลยว่า เขาไม่ต้องการที่จะพูดเกี่ยวกับตัวเอง”
“มีอะไรบ้างคะที่คุณจะบอกฉันได้เกี่ยวกับตัวเขา” เธอยกน้ำชาขึ้นจิบและมองไปที่พ่อบ้านอย่างมีความหวัง
“เขาไม่ใช่คนที่จะอธิบายถึงได้ง่ายๆ ดีเร็ค คราเวนเป็นคนที่ลึกลับซับซ้อนที่สุดที่ผมเคยเจอมา เขาเป็นคนมีความเมตตา แต่...” เวิร์ธตี้จิบบรั่นดีและมองน้ำสีอำพันในแก้ว “ผมว่ามีบ่อยครั้งเกินไปที่คุณคราเวนเผยให้เห็นว่า ศักยภาพในตัวเขาได้ถูกทำลายย่อยยับไปแล้ว เขามาจากโลกที่โหดร้าย ร้ายกว่าที่คุณจะคาดคิดนะครับคุณฟีลดิ้ง เขารู้เกี่ยวกับแม่ของเขาแต่เพียงว่าเธอเป็นโสเภณีที่ทำงานที่อ่าวไทเกอร์ ตรงถนนท่าเรือที่มีแต่พวกกะลาสีเรือและอาชญากรมาใช้บริการ เธอคลอดเขาในท่อระบายน้ำและทิ้งเขาไว้ที่นั่น หญิงโสเภณีคนอื่นๆเห็นเข้าก็สงสาร เลยนำเขามาเลี้ยงดู ชีวิตในวัยเด็กของเขาจึงเติบโตมาในซ่องและสถานเริงรมย์”
“โอ คุณเวิร์ธตี้คะ” ซาร่าร้องออกมาอย่างตกใจ “เป็นเรื่องที่แย่มากนะคะที่เด็กจะต้องมาเจออะไรอย่างนี้”
“เขาเริ่มทำงานตั้งแต่อายุห้าหกขวบโดยเป็นเด็กปีนปล่องไฟเพื่อทำความสะอาด เมื่อเขาโตขึ้นจนอายุมากเกินไปที่จะปีนได้ เขาก็ทำมาหาเลี้ยงตัวด้วยการลักเล็กขโมยน้อยและรับจ้างที่ท่าเรือ...มีอยู่ช่วงหนึ่งในชีวิตที่เขาไม่เคยพูดถึงเลย เหมือนกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น ผมไม่รู้เลยครับว่าช่วงนั้นเขาทำอะไร...และผมก็ไม่อยากจะรู้ด้วย แต่จู่ๆเขาก็มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวอักษรและตัวเลขขึ้นมา พอล่วงเข้าสู่วัยรุ่น เขาก็มีความรู้พอที่จะมาเป็นเจ้ามือรับแทงม้า ตามที่เขาเล่านะครับ ช่วงนั้นแหละที่เขาเกิดความคิดที่จะเปิดบ่อนการพนันของตัวเองให้ได้สักวันหนึ่ง”
“เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากนะคะ สำหรับเด็กที่มีกำเนิดมาอย่างนั้น”
เวิร์ธตี้พยักหน้ารับ “การได้เป็นเจ้าของห้องเล็กๆห้องหนึ่งก็นับว่าเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สำหรับเขาแล้ว แต่นี่เขาเลือกที่จะสร้างคลับหรูหราซึ่งบรรดาผู้ชายที่ทรงอำนาจที่สุดในโลกแทบจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เป็นสมาชิก”
“และเขาก็ทำอย่างนั้นได้จริงๆ” เธอนึกพิศวง
“ครับ เขาไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง” เวิร์ธตี้หยุดนิดหนึ่ง “จริงๆแล้วเขาเกิดมาโดยไม่มีชื่อด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้เขารวยกว่าพวกผู้ชายส่วนใหญ่ที่เป็นสมาชิกในคลับของเขาเสียอีก ไม่มีใครรู้จริงๆหรอกว่าเขารวยแค่ไหน ทั้งที่ดิน บ้าน ห้องแถวที่เป็นร้านค้าให้เช่าบนถนนต่างๆ ภาพวาดศิลปะต่างๆที่เขาเป็นเจ้าของ เรือยอชท์ ม้าแข่ง มันช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ และเขาจดบันทึกเงินทุกบาททุกสตางค์ของเขา”
“แล้วจุดมุ่งหมายในชีวิตของเขาคืออะไรคะ อะไรคือสิ่งที่เขาต้องการที่สุด”
เวิร์ธตี้เหยียดยิ้มออกมา “ผมบอกคุณได้คำเดียว เขาต้องการมากกว่านี้ เขาไม่เคยพอใจกับสิ่งที่มีอยู่หรอกครับ” เมื่อเห็นว่าเธอจิบน้ำชาจนหมดแล้ว เขาจึงถามเธอว่าจะรับเพิ่มอีกหรือไม่
ซาร่าสั่นศีรษะ ทั้งบรั่นดี ความอบอุ่นของไฟจากเตาผิง และเสียงที่นุ่มนวลของเวิร์ธตี้ทำให้เธอง่วง “ฉันต้องไปแล้วละค่ะ”
“ผมจะจัดรถให้ไปส่งคุณครับ”
“ไม่ต้องค่ะ ไม่ต้อง ครอบครัวกู๊ดแมนอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เลย เดี๋ยวฉันเดินไปได้ค่ะ”
“อย่าเลยครับ” เขาพูดขัดขึ้นอย่างหนักแน่น “ไม่เป็นการดีนักหรอกที่ผู้หญิงจะเดินไปไหนๆโดยเฉพาะในยามค่ำคืนอย่างนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณคราเวนเป็นตัวอย่างว่าอะไรๆอาจเกิดขึ้นกับคุณได้” ทั้งสองลุกขึ้นยืน ดูเหมือนว่าเวิร์ธตี้อยากจะพูดอะไรออกมา แต่ก็ชะงักไปและจ้องมองเธออย่างแปลกๆ ผมที่รวบไว้ของซาร่าหลุดลุ่ยลงมาประบ่า ประกายไฟสะท้อนส่องให้เห็นเรือนผมสีน้ำตาลเข้มแกมแดงมันขลับ มีอะไรบางอย่างชวนใจอย่างประหลาดเกี่ยวกับความสวยแบบโบราณแปลกตาของเธอ ซึ่งจะถูกมองผ่านในทุกวันนี้เมื่อความงามแบบสะดุดตาเป็นที่ชื่นชอบกว่า
“มีอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวคุณที่เป็นสิ่งหายาก...” เวิร์ธตี้พึมพำอย่างลืมตัว “มันนานเหลือเกินแล้วที่ผมไม่ได้เห็นความไร้เดียงสาอย่างนี้บนใบหน้าของผู้หญิง”
“ไร้เดียงสาหรือคะ” ซาร่าส่ายหน้าและยิ้ม “โอ...คุณเวิร์ธตี้คะ ฉันรู้เกี่ยวกับความชั่วร้ายและบาปต่างๆด้วยเหมือนกันนะคะ--”
“แต่ของพวกนั้นเข้าไม่ถึงคุณเลย”
เธอขบริมฝีปากอย่างครุ่นคิด “ไม่ค่อยมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นที่กรีนวูดคอร์เนอรส์นักหรอกค่ะ” เธอยอมรับ “ฉันมักจะเขียนถึงสิ่งที่คนอื่นๆทำเสมอ บางครั้งฉันก็อยากสัมผัสชีวิตจริงๆบ้าง อยากเจออะไรโลดโผน และได้ประสบกับอะไรๆบ้าง และ--” เธอหยุดและทำหน้าย่น “ฉันไม่รู้ว่าฉันพูดอะไรออกมา คุณจะคิดว่าฉันเป็นคนยังไงคะเนี่ย”
“ผมคิดว่า” เวิร์ธตี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ถ้าคุณอยากเจออะไรโลดโผน สิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนี้ก็คงเป็นการเริ่มต้นที่ดีไม่น้อยนะครับ คุณฟีลดิ้ง”
ซาร่าพอใจกับความคิดนั้น “จริงสิคะ” เธอฉุกคิดขึ้นมาได้ “ผู้ชายที่ถูกฉันยิงนั่น...ฉันไม่ได้ตั้งใจที่จะทำร้ายเขาหรอกนะคะ--”
“คุณได้ช่วยชีวิตคุณคราเวนไว้จากการถูกทำร้ายที่สาหัสสากรรจ์ ถ้าไม่ใช่เกือบถูกฆ่า” เวิร์ธตี้พูดอย่างสุภาพ “เมื่อไรก็ตามที่คุณรู้สึกผิด คุณจะต้องนึกอย่างนี้เสมอนะครับ”
คำแนะนำของเขาทำให้ซาร่ารู้สึกดีขึ้น “คุณจะยอมให้ฉันกลับมาที่นี่อีกในวันพรุ่งนี้หรือคะ”
“ผมยืนยันอย่างนั้นครับ”
เธอส่งยิ้มให้เขาอย่างน่ารัก “ถ้าอย่างนั้นละก็...” เธอยื่นมือไปเกาะแขนเขาที่ยื่นออกมารอ และให้เขานำเธอลงไปสู่ห้องชั้นล่าง
ดีเร็คนอนเหยียดอยู่บนเตียง ยาที่เข้าสู่เส้นเลือดทำให้เขารู้สึกเฉื่อยชาและตาลาย มันแทบไม่ได้ช่วยให้เขาหายปวดเลย ทั้งไม่ได้ช่วยให้เขาหายจากความสะอิดสะเอียนตัวเอง ริมฝีปากเขาเหยียดยิ้มอย่างขมขื่น เขาคงจะรู้สึกดีกว่าถ้าคนที่ทำร้ายเขาทำให้มันสมศักดิ์ศรีกว่านี้ ไม่ใช่มาหยามเขาจนดูเหมือนคนโง่ไม่มีน้ำยา
เขานึกถึงจอยซ์ และสงสัยว่าทำไมเขาถึงไม่รู้สึกเหมือนโดนหักหลัง ไม่โกรธแค้น ไม่รู้สึกอะไรเลย มีแต่ความยกย่องอย่างเย็นชา อย่างน้อยหล่อนก็แคร์เรื่องนี้พอที่จะกระทำอะไรบางอย่างลงไป แม้ว่าจะเป็นเพียงเพื่อความพึงพอใจส่วนตัว ในขณะที่เขาไม่เคยสนอกสนใจเรื่องอะไรเลย เขามีทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาอยากได้แล้ว...ไม่ว่าจะเป็นความมั่งคั่ง ผู้หญิง หรือแม้กระทั่งความพอใจที่ได้เห็นคนที่เหนือกว่าเขามาเคาะรองเท้าตรงทางเข้าหน้าคลับ แต่ช่วงสองปีหลังมานี่ความกระหายเหล่านี้ได้จางลงไปมาก และเขาก็แทบไม่เหลือความรู้สึกอะไรอีก เป็นเพียงชายหนุ่มที่จิตวิญญาณเหี่ยวเฉา
มันคงเป็นความรู้สึกว่างเปล่าที่ผลักดันให้เขาไปจบลงบนเตียงของเลดี้จอยซ์ แอชบี้ และท้ายสุดก็นำมาซึ่งความหายนะในคืนนี้ จอยซ์ หญิงผู้มีเรือนร่างเย้ายวนใจ ผมบลอนด์ ดวงตาที่คมกล้าเหมือนแมว ได้จุดประกายความสนใจในตัวเขาขึ้นหลังจากที่เขาเกือบจะลืมความรู้สึกเหล่านั้นไปแล้ว แม้จะเป็นความรู้สึกที่ไม่รุนแรง แต่ก็รุนแรงพอที่จะทำให้เขาเข้าไปเกี่ยวพันกับหล่อน เขาปฏิเสธไม่ได้ว่ามีหลายคืนที่เขามีความสุขกับการเล่นเกมชาญโลกและความชั่วร้ายอันเย้ายวนใจ...ซึ่งทำให้เขารู้สึกต่ำทราม ในที่สุดด้วยความสะอิดสะเอียนทั้งต่อหญิงสาวและตัวเขาเอง ดีเร็คก็จบความสัมพันธ์นั้นลง ความทรงจำในอดีตแล่นเข้ามาเมื่อเขานึกย้อนไปถึงเรื่องราวต่างๆ
“คุณไม่ได้หมายความอย่างนั้นจริงๆหรอก” จอยซ์กล่าว เสียงอันไพเราะของหล่อนฟังดูขบขันแปลกใจในตอนแรกๆ “คุณไม่มีวันทิ้งฉันได้ลงคอ” หล่อนนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียง ร่างเปลือยเปล่าของหล่อนโผล่พ้นออกมาจากผ้าห่มยับยู่ยี่ “ไหนลองบอกฉันซิ ว่าใครจะเป็นคนต่อไปหลังจากฉัน พวกสาวชาวบ้านหรือ หรือว่าพวกนักแสดงที่ย้อมสีผมและใส่ถุงน่องแดงพวกนั้น คุณกลับไปหาคนพวกนั้นไม่ได้หรอก ดีเร็ค รสนิยมของคุณเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นกว่านั้นเยอะ”
ดีเร็คยิ้มกับเสียงที่ดูมั่นอกมั่นใจของหญิงสาว “คนชั้นสูงที่ใส่ชุดปักดิ้นทองอย่างคุณน่ะคิดอยู่แต่ว่ามันเป็นเกียรติของผมแล้วที่ได้แตะต้องคุณ” เขากวาดตาไปทั่วตัวหล่อน “คุณนึกว่าคุณเป็นคนชั้นสูงคนแรกที่ผมยุ่งด้วยงั้นหรือ เคยมีหญิงชั้นสูงอย่างคุณมาจ้างให้ผมนอนกับหล่อนด้วยซ้ำ แต่คุณน่ะได้ผมไปฟรีๆนะ”
หน้าอันงดงามของจอยซ์ที่มีจมูกเรียวแบบคนชั้นสูงและโหนกแก้มที่สูงเด่นบูดบึ้งไปด้วยโทสะ “ไอ้คนโกหกตอแหล”
“แล้วคุณคิดว่าผมเอาเงินมาลงทุนสร้างคลับจากไหนกันล่ะ หญิงพวกนั้นเรียกตัวเองว่าเป็น ‘ ผู้อุปการะ’ ของผม” ดีเร็คยิ้มให้หล่อนอย่างแข็งกร้าว ดึงกางเกงขึ้นมาสวม
ปากสีแดงสดของจอยซ์แย้มออกพร้อมกับเสียงหัวเราะอย่างเยาะหยัน “ถ้าอย่างนั้นคุณก็ไม่ต่างอะไรกับพวกขายตัวน่ะสิ เป็นผู้ชายขายตัว” หล่อนเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเมื่อคิดอย่างนั้น
“นั่นเป็นหนึ่งในหลายๆอย่าง” เขาพูดพลางติดกระดุมเสื้อ และไปยืนหน้ากระจกเพื่อจัดคอปกเสื้อ
จอยซ์เลื่อนตัวลงจากเตียงแล้วก้าวเท้าไปหาชายหนุ่ม และหยุดดูร่างเปลือยเปล่าที่น่าชื่นชมของตัวเองหน้ากระจก หล่อนแต่งงานเมื่ออายุยังน้อยกับท่านเอิร์ลที่เป็นพ่อม่ายสูงวัย หล่อนมีชู้รักหลายต่อหลายคนเพื่อตอบสนองอารมณ์ของตัวเอง ถ้าตั้งครรภ์ขึ้นมาเมื่อไรหล่อนก็จะรีบจัดการเอาออกทันที เพราะหล่อนจะไม่มีวันยอมให้รูปร่างเสียไปเพราะการมีลูก และท่านเอิร์ลก็มีลูกสืบทอดตระกูลจากภรรยาคนแรกของเขาอยู่แล้ว ความสวยและจริตจะก้านของจอยซ์ทำให้หล่อนเป็นที่ชื่นชอบในวงสังคม แม่สาวนักล่าเหยื่ออย่างหล่อนทำลายหญิงอื่นที่เป็นคู่แข่งมานักต่อนักแล้ว เพียงแค่ใช้คำพูดที่เลือกสรรมาดีๆเพียงไม่กี่คำ และการวางแผนแบบ ‘ เรื่องบังเอิญ’ ที่ถูกวางไว้อย่างแนบเนียน ทำให้จอยซ์กำจัดพวกสาวผู้ดีและไร้เดียงสาทั้งหลายให้ต้องอับอายขายหน้าไปเสียหลายต่อหลายคน
ดีเร็คมองเข้าไปในกระจก เห็นสิ่งที่หญิงสาวต้องการให้เขาเห็น ความแตกต่างเร้าอารมณ์ระหว่างเขาที่สวมเสื้อผ้าและหล่อนที่เปลือยเปล่า มีบางครั้งที่จอยซ์ดูไร้ซึ่งมารยาเหมือนดั่งนางฟ้า แต่เขาเคยเห็นหล่อนตอนที่เปลี่ยนร่างเป็นแม่มดมาแล้ว ใบหน้าที่บิดเบี้ยวอย่างน่ากลัวและผมกระเซอะกระเซิง ตะโกนออกมาด้วยความคลุ้มคลั่งสุดขีดและใช้เล็บยาวๆข่วนเขา หล่อนเป็นผู้หญิงที่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่เขาเคยรู้จัก สามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อความพึงพอใจของตัวเอง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะร้ายกาจสักเพียงใด ดูเขากับหล่อนก็สมกันไม่น้อย เขานึกอย่างบึ้งตึง เพราะทั้งสองต่างก็อยากจะกอบโกยสิ่งที่ตัวเองต้องการ
ดวงตาสีฟ้าอ่อนของหญิงสาวจ้องมองใบหน้าไร้ความรู้สึกของชายหนุ่ม หล่อนเลื่อนมือลงไปตามหน้าท้องแบนราบของเขา และเลื่อนลงไปจับส่วนนั้นไว้ “คุณยังต้องการฉันอยู่” หล่อนอ้อน “ฉันรู้นะว่ามากแค่ไหน คุณช่างเป็นนักรักที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่ฉันเคยมี...ช่างใหญ่โตและแข็งแรงอะไรอย่างนี้--”
ดีเร็คผลักหล่อนออกอย่างแรงจนหล่อนเซล้มลงไปบนเตียง หญิงสาวแยกขาออกรอเขาอย่างคาดหมาย แต่แล้วดวงตาก็เบิกกว้างอย่างแปลกใจเมื่อเห็นว่าเขาไม่เข้ามาหาหล่อน
“มันจบลงแล้ว” ดีเร็คพูดเสียงเรียบ “ผมจะใช้หนี้ทั้งหมดที่ถนนบอนด์ให้คุณ และคุณจะเลือกอะไรก็ได้จากไอ้คนขายเพชรจอมละโมบที่คุณชอบนักชอบหนา และลงบัญชีผมไว้” เขาปล่อยให้ผ้าผูกคอไหมสีดำห้อยไว้อย่างหลวมๆที่คอ และสวมเสื้อนอก
“คุณทำอย่างนี้ทำไม คุณจะให้ฉันต้องอ้อนวอนคุณอย่างนั้นหรือ” หล่อนยิ้มให้เขาอย่างเย้ายวน “ฉันคุกเข่าลงต่อหน้าคุณก็ได้ คุณต้องการอย่างนั้นใช่ไหม” หล่อนทรุดเข่าลงกับพื้นและแนบหน้าเข้ากับส่วนหน้าของกางเกงเขา ดีเร็คขยุ้มไหล่หล่อนแล้วดึงหล่อนขึ้นมา
“ฟังผมนะ จอยซ์--”
“คุณกำลังทำให้ฉันเจ็บ!”
“ผมไม่เคยโกหกคุณ ผมไม่เคยสัญญาอะไรกับคุณ คุณคิดว่าเรื่องของเราจะไปได้อีกสักแค่ไหนกัน เราทั้งสองต่างก็ได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ตอนนี้มันจบลงแล้ว”
หล่อนจ้องเขาเขม็ง “มันจะจบลงก็ต่อเมื่อฉันเป็นคนบอก ไม่ใช่ก่อนหน้านั้น!”
สีหน้าของดีเร็คเปลี่ยนไป “อย่างนั้นหรอกรึ” เขาพูดและหัวเราะออกมา “คุณเสียหน้าใช่ไหมล่ะ เอาละ คุณจะบอกเพื่อนคุณยังไงก็ได้นะจอยซ์ บอกพวกเขาก็แล้วกันว่าคุณเป็นฝ่ายเลิก แล้วผมจะเออออตามที่คุณพูดทุกอย่าง”
“คุณกล้าดียังไงถึงมาใช้เสียงอย่างนั้นกับฉัน ไอ้คนบัดซบ! ฉันก็รู้เหมือนกับที่ทุกๆคนรู้นั่นแหละ ว่าคุณน่ะเลียรองเท้ามาแล้วกี่พันคู่ก่อนที่จะมาถึงจุดนี้ได้! พวกผู้ชายทั้งหลายมาเที่ยวคลับของคุณก็จริง แต่พวกเขาจะไม่มีวันเชิญคุณไปที่บ้านหรือไปงานเลี้ยงหรือให้กินข้าวหรือไปรู้จักกับลูกสาวของพวกเขาหรอก คุณรู้ไหมว่าทำไม ก็เพราะคนพวกนั้นไม่นับถือคุณน่ะสิ--เขารู้สึกเหมือนคุณเป็นตัวอะไรสักอย่างที่ต้องคอยเขี่ยออกจากเท้าแล้วเอาไปโยนตามท่อน้ำที่คุณเกิดมานั่นแหละ! เขานึกถึงคุณว่าเป็นตัวอะไรที่ต่ำทรามที่สุดของ--”
“เอาเถอะ” ดีเร็คกล่าวออกมา มีรอยยิ้มอย่างไร้อารมณ์ปรากฏอยู่บนใบหน้า “เรื่องนั้นน่ะผมรู้แล้ว ไม่ต้องมาพูดให้เหนื่อยหรอก”
จอยซ์จ้องหน้าเขาเขม็ง และรู้ว่าเขาไม่สะดุ้งสะเทือนกับเรื่องที่หล่อนพูดมาเลย “คุณไม่มีความรู้สึกเลยใช่ไหมล่ะ เลยไม่มีใครทำให้คุณเสียใจได้--เพราะคุณน่ะตายด้านไปแล้ว”
“ถูกต้อง” เขาตอบเรียบๆ
“และคุณก็ไม่แคร์ใครทั้งนั้น แม้กระทั่งฉัน”
ดวงตาสีเขียวของเขาสบตาหล่อน แม้ว่าเขาจะไม่ตอบคำถามนั้น แต่คำตอบก็ดูจะชัดเจน จอยซ์เงื้อมือขึ้นและตบเขาอย่างสุดแรง เสียงนั้นดังลั่นดุจเสียงปืน ดีเร็คเงื้อมือขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ยั้งไว้ทันก่อนที่มือนั้นจะโดนหน้าหล่อน มือเขาตกลงข้างๆอย่างช้าๆ สีหน้าของเขาดูชาเย็น
“ฉันทำให้คุณต้องการฉันได้นะ” หล่อนกล่าวเสียงแหบแห้ง “มีอะไรอีกตั้งหลายอย่างที่เรายังไม่ได้ทำด้วยกัน เกมใหม่ๆ เดี๋ยวฉันจะทำให้ดู--”
“ลาก่อน จอยซ์” เขาหันหลังกลับและเดินออกไปจากห้องนั้น
การที่เขาไม่ต้องการหล่อนเป็นการหมิ่นประมาทอย่างร้ายกาจ เขาทำราวกับปฏิเสธไม่รับอาหารเพิ่มบนโต๊ะอาหารเย็น หน้าของหญิงสาวแดงก่ำ “ไม่” หล่อนร้องออกมาอย่างเกรี้ยวกราด “คุณจะทิ้งฉันไปไม่ได้ ถ้าเป็นเพราะมีผู้หญิงอื่นละก็ ฉันจะควักลูกตามันออกมา!”
“ไม่ใช่เพราะผู้หญิงคนอื่นที่ไหนหรอก” เสียงเยาะเย้ยจากเขาดังมา “แค่ความเบื่อเท่านั้นเอง” ทันใดนั้นสำเนียงเขาก็เปลี่ยนไปเป็นสำเนียงพูดของคนชั้นต่ำ “หรือถ้าจะเรียกอย่างที่พวกผู้ดีอย่างคุณพูดก็คือความแหนงหน่ายนั่นแหละ”
หญิงสาววิ่งออกมาจากห้องนอน ร่างยังคงเปล่าเปลือยอยู่ หล่อนร้องเรียกตามหลังเขาขณะที่เขาเดินลงไปชั้นล่าง “กลับมานี่เดี๋ยวนี้นะ...ไม่อย่างนั้นคุณจะต้องชดใช้หนี้ครั้งนี้ไปตลอดชีวิต ถ้าฉันไม่ได้คุณ ก็ต้องไม่มีใครได้ คุณเข้าใจไหม คุณจะต้องชดใช้กับการกระทำครั้งนี้ ดีเร็ค คราเวน!”
ดีเร็คไม่ได้คิดกลัวคำขู่ของหล่อนอย่างจริงๆจังๆ คงเป็นเพราะเขาไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมาย เขาได้ทำทุกอย่างที่เขาอยากจะทำกับชีวิตของเขา ไม่เคยคิดฝันเลยว่าจุดสุดท้ายของความสำเร็จที่เขาพากเพียรปูทางมานั้นจะควบคู่กับความผิดหวัง ตอนนี้เขาก็ได้ทุกอย่างที่อยากจะได้แล้ว และไม่มีอะไรที่เขาจะตั้งตาคอยอีก
ไอ้ความเบื่อหน่ายบ้าๆที่ทำให้หัวใจด้านชา เพียงเมื่อไม่กี่ปีที่แล้วนั้นเขาไม่เคยรู้จักความหมายของคำคำนี้เลย เป็นโรคของคนรวย เขานึก และยิ้มออกมาอย่างเยาะหยันแกมเข้าใจ
|